Finally Blue:P

14 01 2010

หนึ่งอาทิตย์ผ่านไปกับการมีผมทรงสีสั้นโอ้ลั้ลล้า~ ฮ่าๆ เกือบทุกคนคงรู้แล้วสินะว่าผมได้ไปย้อมสีผมมา (ก็อุส่าเอารูปไปโชว์เว้อร์อยู่ในเฟสบุ๊ค ฮ่าๆ)แบบว่ามันปลื้มมากมายกับสีผมตัวเอง หลายคนคงอยากรู้ความเป็นมาของการย้อมผมครั้งนนี้ ไหงอยู่ดีๆหัวเปลี่ยนไป จะแถลงไขให้ ณ ที่นี้ ด้วยการสัมภาษณ์ตัวเองสะเลย

• เหตุมันเกิดจาก…..
ประเด็นหลักๆเลยคือ จริงๆแล้วผมอยากแรดครับ (ฮ่า) ตอนแรกสุดเลยผมไม่ได้คิดจะย้อมผมอะไรหรอก อยากทำอัลโฟรมากกว่า ดูแล้วมันฮิปแนวๆดี แต่คิดไปคิดมา ผมเราไม่ยาวและไม่หยิกมันเลยทำอยาก เลยคิดใหม่ คิกไปคิดมา ก็แอบเห็นว่า แฟชั่นสมัยนี้สีผมมันจะแรงฉูดฉาดไปไหนไม่รู้ ความจริงมันเป็นเพราะความปลื้มส่วนตัว”ฟักแฟง” นักร้องจากวงโนมอเทียร์ครับ ซึ้งหลายๆคนคงรู้ว่าสีผมเธอจะแรงไปไหนไม่รู้ เปลี่ยนกันได้ทุกอาทิตย์ ทุกครั้งที่ขึ้นคอนเสิร์ตเลยก็ว่าได้ ผมดูแล้วมันเท่ดีนะครับ แต่จริงๆผมก็คิดอยากจะย้อมผมมาตั้งแต่เด็กแล้วหละครับ ก็อยากเท่ อยากแรด ไม่รู้จะไว้ผมดำทำไม จำเจ น่าเบื่อ แต่สถานการมันโคตรจะเป็นใจ พ่อแม่ไม่อยู่ โรงเรียนที่นี้ไม่ว่า หัวไม่เกรียน ผมเลยย้อมสะหมดเปลือกเลย ฮ่า เพราะอยู่เมืองไทยจะมีหร่อที่ทำอย่างนี้ได้ รด.หัวเกรียน โรงเรียนด่าเช็ด ปิดเทอมก็สั๊นนนสั่น แถมเดี๋ยวโดนผู้ปกครองเช่งอีก

• อยู่มาตั้งหลายเดือนแล้วทำไมเพิ่งจะมาทำ
อ้ออันนี้เพราะมัวแต่หาร้านทำผมอยู่หนะ (ฮ่าๆ หลอกๆ) คือตอนแรกก็กะจะทำตั้งแต่แรกแล้วหละ แต่มันยังทำใจไม่ได้ แต่ก่อนปิดปีใหม่ก็แอบตะลอนทั่วเมืองตามร้านทำผมต่างๆ ถามราคา ถามโน้นถามนี้ พอดีให้เพื่อนมันพูดให้อีเราสั่งไปเค้าฟังไม่รู้เรื่อง พอบอกไปว่าอยากยอมผมสีน้ำเงิน กี่ร้านกี่ร้านมันก็ต้องขำก่อนถึงจะตอบ (ไมว่ะ ทำสีน้ำเงินมันจะทำไม กูจะเด่นแล้วจะทำไม = =;;) เค้าก็บอกว่ามันต้องจองก่อน เพราะสีน้ำเงินนั้นมันหายาก อื้มไม่เป็นไรจองก็จอง แต่ถามราคาก่อน พอเลย เกือบร้อยยูโร เลยตัดสินใจมาทำร้านแถวบ้าน ถูกกว่าชัวๆ

• ไหงถึงเลือกสีน้ำเงิน?
อืมนั้นสิ อันนี้ไม่รุ้หละ คือตอนแรกเปิดโหวตนะ ผลออกมาเละเทะไม่รุ้เรื่อง เขียวขี้มูกเรืองแสงบ้างหละ ม่วง บ้างหละ เราเลยตัดสินใจถามเพือนแถวนี้ ซึ้งวันนั้นดันใส่เสื่อกันหนาวตัวใหม่สีน้ำเงิน แข็ม มันเลยลงมัดติกัน น้ำเงินเว้ย ไอ้เราก็ชอบสีนี้ด้วยก็เลยจัดไปสักดอก แต่ไอ้เรามันคนเอเซียผมดำ ดำสนิท ดำปิ๊ดปี๊ เค้าเลยว่ามันต้องกัดสีผมให้ขาวก่อน แล้วถึงจะย้อมสีต่างๆได้ เอาเถอะไหนๆก็จะย้อมอยู่ละสีไรเอามาเหอะ ขอให้ออกมาน้ำเงินก็พอ แต่เพื่อนมันก็มาคิดดันว่าถ้าไรไปย้อมขาวที่ร้าน แล้วมาย้อมน้ำเงินด้วยสีไฮไลท์ที่บ้านจะถูกกว่าไหม นี้ไม่รู้ครับ แต่ทำแบบนั้น ฮ่าๆ เล่นกันหาซื้อของย้อมผมกันสนุกเลย

• ย้อมครั้งแรกรู้สึกยังไงครับ?
โห้ยย ไม่อยากจะเม้าส์ ตื่นเต้นมาก แบบว่ามันจะออกมาเป็นไงว่ะ ทุเรษอัปลักณษ์? แรกเลยเค้าจับผมม้วนเป็นก้อนๆเอาผงขาวผสมน้ำยา ละแลงเต็มหัว แสบคันๆ จี๊ดๆ รอไมนานสักผมมันเปลี่ยนสีแหนะ เปลี่ยนจากดำ เป็นส้มทั้งหัวเลย เท่มาก แต่มันก็ยังไม่ขาวสักที ย้อมแล้วย้อมอีก จนผมฝอกเค้าหมดกระป๋อง(อุฮิ ก็คนมันผมดำนี้หว่า)สรุปแล้วทำไปสามรอบครับ เอากระฟอลย์คลุมเปล่าไดร์ให้ร้อนๆเพื่อให้แห้งเร็วๆ ออกมาก็เท่ไปอีกแบบครับ สีขาวเทาๆ หึหึ แต่อีทางร้านแอบคิดตังเพื่มเพราะใช้ของหมดร้านเลย ฮ่าๆ เลยเสียค่าย้อมขาวไป 40 กว่ายู

• อ่าว แล้วน้ำเงินหล่ะ
อ้อ..น้ำเงินเรากลับมาย้อมกันที่บ้านเพื่อนซื้ออุปกรณ์เสร็จเรียบร้อย แม่เพื่อนใจดีอาสาตัวทำให้ครั้งนี้ เอาสีผสมน้ำยาละแลงหัว ฮ่า เค้าจับหัวขาวผมละแลงไปมาอย่างสนุกสนาน ใช้ไปใช้มาเกือบหมดแหนะ เห้ยแต่สีออกมาดีมากเลยนะน้ำเงินปื๊ดๆ

• 64 € แพงไปรึเปล่า
เห้ย อยู่พูดว่าแพงดิ เมืองนอกอะไรๆมันก็แพงไปหมดทั้งนั้นแหละ ไอ้เราก็ไม่รู้ว่าย้อมที่เมืองไทยมันเท่าไรไม่มีประสบการณ์ แต่ก็แอบรู้มาว่าขนาดแม่เราหนีไปทำผมมายังสามพันกว่าบ้านเลย เราย้อมผมเมืองนอกจะไปแพงอะไร แต่ก็แอบเซ็งนิดนึงที่สีย้อมสีน้ำเงินมันไม่ถาวร ก็ต้องย้อมให้เข้มใหม่อีกที

• ย้อมแล้วมันต้องดูแลรักษาผมรึเปล่า
ล้านเปอร์เซ็นครับ ตอนแรกไม่สนใจ ผมยังไม่สระ แต่ไปๆมา ผมเริ่มเสียครับ แห้งๆ เลยต้องใช้ครีมนวดผมทุกอาทิตย์ แถมทุกทีที่สระผม สีมันก็จะหลุดไปเรื่อยๆ จนตอนนี้มันกลายเป็นสีฟ้าอ่อนแล้ว TT” แต่ก็นะเราทำแล้วก็ต้องรักษา

• Feedback..!?!
โหย กระแสตอบรับดีเป็นหน้าเป้นหลังเลย เอารูปมาโพสเฟสบุ๊คก็มีแต่คนกรี๊ดกร๊าดและด่าไปพร้อมๆกัน คิดเองรึเปล่าไม่รู้  แต่ที่รู้ๆกูมั่น กูเท่ ใครจะทำไม ไปโรงเรียนวันแรกนี้ เดินไปไหนก็มีแต่คนขำ อีคนนี้ก็ชี้ให้คนนู้นดู เหอะ เดินตามถนนคนก็ยังมอง ก็มีแต่เพื่อนๆที่รู้จักแหละครับที่ชื่นชม หรือว่ามันแอบนินทากันก็ไม่รู้ฟังไม่ออก ฮ่าๆ จะไปสนใจทำไม อย่าได้แคร์ เราชอบของเราอะครับ รู้สึกมันได้ปลดปล่อยกับความอยากมานานแสนนาน แอบเหมือนตัวการ์ตูนญึ่ปุ่น ฮ่า โคตรปลื้มกับทรงนี้เลยวะ แต่ก็กะจะเปลื่ยนสีไปเรื่อยๆ พอมันจางก็ย้อมใหม่ ใครอยากให้ทำสีไรบอกมา ฮ่าๆ

ตอนนี้กลายไปคนเด่นคนของโรงเรียน ร่วมถึงของเมืองไปแล้วก็ว่าได้ ก็มันหัวฟ้าคนเดียวทั้งเมือง เริ่ดค่ะ กลับเมืองไทยจะเอาสีนี้ไปให้อาจารย์อำนาจตัดเลย ฮ่าๆ (หลอกๆ) :D

PS<< ย้อมสีน้ำเงิน ไม่ใช้ม่วง ในเฟสบุ๊คสีเพี้ยน!!





When I was in Lisbon[28/11/09]

13 01 2010

ขออภัยครับพอดีติดซีรีย์เลยไม่ได้อับอะไรเลยมานาน พอดีตอนนี้หยุดสุขสันต์ลั้ลล้า เลยว่า :D

เมื่อวันเสาร์ที่ 28 พฤษจิกายน ผมได้มีโอกาศไปด้ไปลิสบอนกับเพื่อนๆเอเอฟเอสประเทศไทยครับ ทริปนี้มันเกิดขึ้นเมื่อ เฟม เด็กไทย ณ เมืองลิสบอน ได้เที่ยวเดินเล่นและหลงเข้าไปในสถานทูตไทยในโปรตุเกส แล้วเค้าก็ได้เมาท์กับภรรยาของท่านทูตอย่างสนุกสนาน จนถูกปากถูกคอกันและได้นัดการทานข้าวกลางวันเพื่อพบปะคุยกับเด็กไทยและท่านทูตประมาณสองอาทิตย์ก่อน มันก็โทรมาหาผมครับว่าจะไปลิสบอนไหม ไปกินข้าวกะท่านทูตและช๊อปปิ๊ง (หึหึหึ แค่คำว่าช๊อปปิ๊งมันก็ทำให้ความน่าจะไปเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว) ผมเลยตอบไปว่า “ไม่รู้ ดูก่อน” เพราะต้องขออนุญาติโฮสอันเป็นที่รักก่อน ตอนนั้นผมก็ยังไม่กล้าขอโฮสไปเที่ยวไหนครับ (ยังไม่เคยขอไปไหนเลย หิหิมีแต่เค้าพาไป) ก็เลยรอใกล้ๆก่อนแล้วค่อยขอ ปรากฏ สุดยอดครับโฮสใจดีมากมาย พูดนิดหน่อยว่าไปกินข้าวก็ท่านทูตและพูดเพื่อน เค้าก็บอกอุ้ย ดี เยื่ยม ถามนิดๆหน่อยๆว่าไปยังไง ได้ไปครับ :D พอวันศุกร์ผมก็ถามพี่ผมว่าไปยังไงดี รถบัส หรือรถไฟ เค้าก็บอกว่าให้ไปรัสบัสเพราะมันสะดวกอยู่ในเมือง เค้าก็ถามว่าจะซื้อตั๋วออนไลน์ไหม หึหึมันยุ่งยากเกินไปเลยไม่ซื้อ รอไปซื้อวันเสาร์เลยเพราะมันไม่เคยเต็ม ผมก็เลยดูรอบว่ามันมีรอบกี่โมงถึงกี่โมง เลยตัดสินใจจะไปรอบ แปดโมงเช้าครับ ถึงลิสบอนเกือบสิบโมง กำลังดี เพราะไอ้เฟมมันนัดสิบเอ็ดโมง ก็เลยเมสเสจไปบอก ว่าคงถึงประมาน เกือบสิบโมงนะ

พอวันเสาร์ ตื่นเช้ามากมายครับ อาบน้ำดูนาฬิกา เจ็ดโมงครึ่งครับ ตายไงไปสถานีรถบัสไม่ทันเลยลองเดินออกไปรอรถเมล์ที่ป้ายคิดว่าจะขึ้นตอนแปดโมงทุกวันเหมือนที่ขึ้นไปโรงเรียน แป๊กครับ วันเสาร์ไม่มีรถเมล์รอบแปดโมง มีแต่รอบเจ็ดโมงครึ่ง เลยเดินกลับบ้านอย่างอึนๆ มึนๆ “กูคงอดไปแน่ๆเลยว่ะ แมร่ง” ในใจคิดอย่างนั้นครับ แต่พอเดินกลับบ้าน แม่ตื่นแล้ว เค้าเลยบอกว่าเดี๋ยวจะขับรถไปส่งให้ที่สถานี หึหึ ยิ้มแล้วครับ ไปถึงสถานีดูเวลาแล้วมันมีอีกรอบนึงคือเก้าโมงถึงสิบเอ็ดโมงครึ่ง ก็นะอย่างน้อยผมก็ยังได้ไป แม่เค้าก็รอเป็นเพื่อนจนรสบัสออก ผมนั่งฟังเพลงไปเรื่อยๆ และไม่ทันคิดว่ารถบัสมันจะไปลงที่ไหน แค่รู้ว่าไปลงลิสบอน ในก็คิดว่ามันคงไปลงโอเลี้ยนแหละ เพราะไปสถานีขนส่งที่ใหญ่ที่สุดในลิสบอน และเพื่อนคนอื่นๆมันก็ไปลงที่นั้น ก็เลยไม่ได้คิดอะไรมาก

สิบเอ็ดโมงกว่สถึงลิสบอนครับ ตรงเวลามากๆ ผมเดินออกจากรถ และงงว่าที่นี้ที่ไหน จะถามใครก็ไปกล้าเพราะตอนนั้นอึนมากเลยโทรหาพราว (ตอนนี้พราว นุ่นมันมารถไฟไปลงโอเลี้ยนเลยครับ เลยอยู่ด้วยกันหมด) คุยกันไปคุยกันมาสรุปแล้วคนละที่โดยสินเชิงอารมณ์นั้นมันลุกลี้ลุกลนมากครับ อยู่คนเดียว ณ ที่ที่ไม่รู้จัก ผมเลยโดนไปดูที่สถานีรถไฟใต้ดิน อื้มมม จากที่นี้ไปโอเลี้ยน สิบกว่าสถานีครับ(กูหลงนี้หว่า ฮ่าๆๆ) ไม่เป็นไร นั่งรถใต้ดินไปง่ายดี 1.30 € ไปได้ทุกสถานี ก็ถือว่าไม่แพง รถไฟที่นี้ก็นั่งง่ายนะครับคล้ายบีทีเอสบ้านเรามีสามสายสามสี แล้วแต่จะไปไหน 0.80 € นั้งได้ทั่ว(ผมเสียค่าทำบัตรใหม่ไป 0.50€) นั่งไปเรื่อยก็ถึงโอเลี้ยนครับ โฮ้กๆๆ เที่ยงพอดี ฮ่าๆเราทำคนอื่นสายไปอีก(ทูตเค้านัดเที่ยงครับ) เราเดินทางกันไปอย่างรวดเร็วเพราะมีเฟมผู้เชี่ยวชาญลิสบอน ไปใต้ดินต่อ (ผมก็ไม่เข้าใจทำไมไม่ให้ผมนั้งไปสถานีที่จะไปตั้งแต่แรก ต้องให้มาเจอกันที่โอเลี้ยนก่อนแล้วให้ผมเสียตังค่ารถใต้ดินอีกรอบ แต่ก็ดีครับคิดว่าจะได้ไม่หลง หึหึ) รถไฟมันก็โคตรจะเบียด คนจะเยอะไปไหนไม่รู้พอถึงสถานี ก็ไปรอที่ป้ายรถเมล์ต่อครับ ปรากฎพี่นุ่นเพิ่งรุ้ตัวว่ากระตังนั้นมันไม่ได้อยู่กับตัวแล้ว เท่านั้นแหละครับ ทุกคนคลั้งเลย เงินหายไปกว่าสามร้อยยูโร เอ๋อกันหมดอยู่ป้ายรถเมล์ ด้วยเวลาตอนนั้นสายมากแล้ว ท่านทูตเลยบอกให้มาเจอกันก่อนแล้วค่อยไปแจ้งความ ก็เลยรีบขึ้นรถเมล์ไปเจอกันที่นัดหน้าโบถส์บาเรง เสียค่ารถไปอีก 1.30 € แต่ตอนนี้เครียดกับกระเป่าตังพี่นุ่นมากกว่าครับ คิดๆกันคงโดนล้วงในรถไปใต้ดินเพราะคนมันเบียดกันแน่นเว้อร์ พอไปถึงบาเรงก็เจอบีรออยู่ครับจะบอกว่าอารมณ์นั้นก็แอบถ่ายรูปมา สวยมากเลย แต่ไม่มีเวลาเข้าไปดูเพราะพี่อนันท์(พี่ที่สถานทูต)เขามารอนานมากแล้ว

นั่งรถไปแปปเดียวก็ถึงบ้านท่านทูตครับ (อารมณ์ตอนนนั้น สุดยอดมาก คนไทยมากมาย และอาหารไทย หึหึ)ตอนนั้นก็มีพี่ๆที่เค้ามาเรียนต่อมหาลัยที่นี้อยู่สองสามคน ทูตเค้าใจดีมากมาย ถามโน้นถามนี้ นั้งฟังไป เราก็เล่าประสบการณ์ไป เล่าถึงโฮส เล่าถึงโรงเรียน แต่มีคำๆนึงที่ฟังแล้วโดนสุดคือ

จะให้เด็กไทยมาลำบากที่ต่างประเทศได้ยังไง มีปัญหาอะไรบอกท่านทูต เดี่ยวท่านทูตเข้าไปจัดการ

หึหึ ได้อารมณ์ทูตไทยลุยได้ทุกที่ อาหารไทยอร่อยมากครับเพราะไม่ได้กินมานานเกือบสามเดือน แต่ไม่กล้ากินเยอะ เกรงใจครับ ฮา พอกินเสร็จ ก็ร่ำราถ่ายรูป ร่วม(ไม่ได้ให้กล่องเค้าไปถ่าย เลยไม่มีรูปในบ้านทูตเลย) เค้ายังฝากขนมจีนน้ำยาถุงโตกะถั่วดำต้มให้กลับบ้านด้วย ฮ่าๆเราก็แบกไปทั่วลิสบอนเลย พอจะกลับพี่อนันท์ก็จะพาไปแจ้งความเรื่องกระเป๋าตังหายที่สถานนีตำรวจ แต่พี่นุ่นขี้เกียจแจ้งเพราะแจ้งไปก็ไม่ได้ตัวคืน เค้าเลยขับรถไปส่งที่โอเรี่ยน และไปช๊อปปิ้งกันต่อ ฮ่าๆ เฟมมีเงินเลยให้พี่นุ่นยืมไปก่อน แต่ตอนนั้นมันจะห้าโมงแล้วครับ ผมมีรถกลับเลเลียตอนหกโมงสิบ เลยไม่ได้ดู ไม่ได้ซื้ออะไร เลยต้องนั้งรถใต้ดินกลับไปรอรถที่อีกสถานีนึง เซ็งเลย ครั้งหน้าจะไปช๊อปให้หมดตูดเลย !!

นั่งรถกลับคนเดียว หืมม มืด ง่วง หลับ ปุ้ย

…….

กลับ มาถึงเลเรียสองทุ่มกว่าครับ จะเหนือยมาก แต่ไม่ได้นอนหนะ แม่เค้าพาไปกินข้าวนอกบ้านต่อ โอ้ แถบบ้า ไปกินอาหารร้านอาหารเล็กๆ กินไวน์ไปหลายแก้วเลยแหละ พอเสร็จจากดินเนอ ไม่กลับบ้านครับ ไปร่าเริงกันต่อที่บาร์ริมทะเลของเมือง หืมมม ระว่างทางขับไปก็บีบแตร่ใส่รถที่ส่วนมา ฮามาก ฮ่าๆๆ ไปถึงก็ซัดเบียร์ระนาว ช๊อตกระจาย เหอะๆ เมาแล้วครับตอนนั้น เมาแบบรู้เรื่องนะฮ่าเมาไปเมามาไฟดับเลยขับรถกลับบ้านกัน เหอะ เมาครั้งแรกในชีวิตก็ทีนี้ละเน้อ !! แต่ขอสัญญาจะไปเมาอีกเป็นรอบสอง คริคริ





สวัสดีปีใหม่๒๕๕๓;D

5 01 2010

วันปีใหม่ ปีใหม่ และก็ปีใหม่ ผ่านไปทุกๆปี พอผ่านวันปีใหม่ผ่านไป ปีที่แล้วก็เป็นปีเก่าอยู่เรื่อยไป มันก็เป็นธรรมดา การเวลาเปลี่ยนไปทำให้เราแก่ขึ้นเรื่อยๆ แต่ถ้าพูดให้ถูก ต้องบอกว่าทำให้เรามีประสบการณ์ชีวิตมากขึ้น บางคนมีความสุขกับวันใหม่จนลืมวันเก่าๆที่เคยทำผลาดไป บางคนคิดว่าปีใหม่ๆคงทำให้เราชีวิตเราเจออะไรใหม่ๆ ลืมเรื่องเลวร้ายเก่าๆ เฝ้าเอามาสอนย้อนคิดเป็นบทเรียนชีวิตให้ได้เรียนรู้กันไป บางคิดก็ปล่อยให้ชีวิตผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ ซ้ำซากจำเจ หน้าเบื่อแต่สำหรับผม ปีใหม่นี้ก็ได้เจอกับสิ่งที่แปลกแบบไม่เคยพบ และเป็นประสบการณ์ความทรงจำที่น่าจดจำไปอีกปี

สืบเนื่องจากการหยุดฮอลิเดย์อันนานแสนนานของชาวคริสต์ที่สาธิตเกษตรไม่มีโอกาศได้หยุดเยื่ยงนั้น ผมได้นอนตีพุงอยู่บ้านหน้าเบื่อมาหลายวันหลังจากคริสต์มาสได้ผ่านพ้นไป มันเป็นอะไรที่หน้าเบื่อจริงๆครับ ตอนแรกก็แอบคิดจะหนีเที่ยวไปต่างประเทศ ไปเค้าดาวน์ที่ประเทศอื่น แต่คิดไปคิดมามันคงทำเรื่องไม่ทัน เลยต้องนอนอืดอยู่บ้านต่อไป จนกระทั้งวันดีคืนดีพี่ชายก็เดินมาชวนให้ไปเค้าดาวน์ พาสเดอะเยียร์ กับเค้า ไอ้เราก็คิดแล้วว่าบ้านไม่มีใครอยู่เลยต้องจำแจไปด้วย (ฮ่า) ชวนปุ๊ป เค้าก็บอกให้จัดกระเป๋าปั๊ป เริ่ด ชวนวันนี้ไปพรุ่งนี้ ดีเลย เราก็จัดๆแบบมั่วๆไม่รู้ว่าจะเป็นไง เค้าบอกแค่ไปทะเล ก็เลยเตรียมเสื้อผ้าเพื่อไปทะเลในแนวบ้านเราไป  พอวันรุ่งคนเราก็อุตสาห์ตื่นมารอตั้งเก้าโมงเช้า สรุปเค้าออกจากบ้านหกโมงเย็น แป๊ววเลย …………

ที่ๆเราไปเป็นหาดทรายยาวชื่อ Nazaré และไปนอนที่เช่าโดยมีเพื่อนพี่อีกหลายคนอยู่ด้วย บวกลบคูณหารกันแล้วสี่คืน 6o € ก็ถือว่าไม่แพงนะครับ พอไปถึง กลิ่นบุหรี่หึงลอยมาจากห้องนั่งเล่นเล็กๆที่สามารถยัดคนประมารสิบสามคนแบบอึดอัดพอดีเดะ คืนแรกเค้าก็เปิดหนังดู ดูดบุหรี่ดริ้งเบียร์กันเพลินเลย เหอะ ไอ้เราก็ไม่รู้จักใครเลย นั้งนิ่งเงียบหน้าเบื่อดูหนังผีไปเรื่อย (เซ็งมากอีกลิ่นควัญบุหรี่ คนนี้หยุดสูบ อีกคนแม่งเริ่ม สูบไม่สูบธรรมดา เล่นกันชากันทุกคน เริ่ดค่ะ ดมไปดมมาจะลอยเองแล้ว = =;;) คืนแรกเรื่องก็มาเลย ข้างบ้านมาเคาะประตูบ่นงุ้งงิ้งเสียงดังเดี๊ยวจะฟ้องตำรวจ พวกเราก็ลดเสียงไปให้ ชั่วโมงถัดมาตำรวจมาเคาะประตูจริง คนอื่นมันก็ซ้อนกันชากันใหญ่ ไอ้เราก็เหวอ พาสปอร์ตก็ไม่ได้เอามา แต่ดีที่เค้าไม่ได้เข้ามาให้บ้าน แค่มาตักเตือนเรื่องเสียงดังเพราะตอนนั้นมันตีสี่กว่าแล้ว ฮ่า ทุกคนเลยหมดฟิลไปนอนกันหมด ที่นอนก็หาโคตรยากเลย ต้องเอาถุงนอนไปนอนกับพื้น ไม่อยากแย่งคนอื่นเพราะมันจองก่อน พื่นแข็งมากกว่าจะได้นอน

วันถัดๆมาก็อยู่แบบเบื่อๆเหมือนเดิมนั่งดูทีวี ดูหนังดมควัญ ฟังเพลงตึ่งโป๊ะ ไปเรื่อยๆ พอกินข้าวก็ไปช่วยเค้าจัดโต๊ะนิดหน่อย ฮ่า แต่ชอบใจที่ในครัวมีของกินเยอะมากในวันแรกๆ จะหยิบอะไรกินได้เลย เพราะต่างคนก็ต่างเอาขนมมายัดไว้ มีทั้งขนมปัง ทูน่า ครบเครื่อง แต่ละวันแต่ละมือ เค้าก็จะเปลี่ยนกันทำอาหารไป บ้างวันอร่อย บ้างวันก็ต้องทนกินเพราะมันหิว แต่ละคนเค้าก็จะเตรียมของมาทำ บางคนขี้เกียจก็ซื้อสำเร็จรูป มาอุ่นให้ ฮ่าๆ ส่วนเรากินอย่างเดียวไม่ทำ

แต่พอวันที่ 31 เริ่มมีอะไรน่าสนใจมากขึ้น ที่ชอบสุดคือเค้าเล่นเกมโยนฝ่าขวดลงแก้วกัน โดยมีแก้วใส่แองกอฮอนาๆชนิด แบ่งฝ่ายกัน ถ้าฝ่ายตรงข้ามโยนเข้าแก้วของอีกฝ่าย ฝ่ายเจ้าของเก้าก็ต้องดื่มแก้วนั้น เริ่ดครับ ดริ้งมั่วเมาเอ๋ กันหมด (ผมไม่เมานะ ฮะๆ โดนแค่วอตก้าสาม และก็อะไรไม่รู้อีกสี่) พอใกล้ถึงเวลาเคาว์ดาวน์ เราก็ออกไปเดินข้างนอก  ตอนนี้ที่หาดคนเยอะมาก มีดิสโก้ อยู่กลางหาดเปิดเพลงให้คนเกือบหมื่นดิ้นกันอยู่ ข้างหลังก็มีเวทีเล่นสด คนเยอะชุลมุนวุ่นวายมากครับตอนนี้  เราแบกแชมแปนกันไปรอเค้าดาวน์  หนาวก็หนาว ลมทะเลหนาวๆ ทำเอาเกือบแข็ง แถมฝนยังเล่นตลก ตกๆหยุด เป็นน้ำแข็งอีกตังหาก ผมก็อ้าปากกินเลย เค็มๆอร่อยดี
ตอนนี้ผู้คนเบียดเยียดเต็มหาดทรายไปหมด รอเวลาผ่านคืนวันปีใหม่ แสงไฟส่องไปที่หน้าผาเป็นตัวเลขนับถอยหลังจากสามสิบ ผู้คนต่างตะโกนก้องไม่สนใจใคร

5…..4……3……2…….1 ป๊อก!!

เสียงขวดแชมเปญถูกเปิดขึ้นจากหลายๆแห่ง น้ำพุ่งกระจายเต็มทั่วหาด พร้อมกับพุ่ไฟสีสันสดใสระเบิดกลางท้องฟ้า เสียงแตรลอยดัง คนโฮร้องก้องด้วยความดีใจ แล้วคนมันก็ไปดิ้นกันต่อหมดหาดทราย ผมก็ไปนั้งกับพี่และเพื่อนริมทะเล ดูทะเลไปเรื่อยๆ เป็นปีใหม่ที่ฉลองยิ่งใหญ่ที่สุดที่ผมเคยเห็นมาเลยละครับ พอคนเริ่มจางเราก็กลับไปบ้าน ดูทีวีต่อ พร้อมกับกินขนมคล้ายลูกเกด 12 เม็ด และอธิธานพร 12 ข้อ เค้าบอกว่าจะสมหวัง

มันก็เป็นประสบการณ์แปลกใหม่กับการฉลองปีใหม่ เคาว์ดาวน์กับคนเป็นแสนเป็นภาษาโปรตุเกส สนุกดีครับ

ปีใหม่ ๒๕๕๓ นี้ก็ขอให้ทุกคนมีความสุข สมหวังทุกสิ่งที่ปารถนา สุขภาพแข็งแรง ห่างไกลโรคภัยไข้เจ็บ โชคดีตลอดไปนะครับ สวัสดีปีใหม่๒๕๕๓ครับ

Happy New Year ,Feliz Ano Novo 2010 ,,BOA ANO :D

PS.ใครจะเอาจดหมายปีใหม่ก็แหนบที่อยู่มา โอกาศสุดท้าย จะส่งไปให้ละนะไม่รู้จะถึงเมื่อไร รอไปละกัน หึหึ
รูปไม่ค่อยได้ถ่าย หนีฝนมากมาย แต่มีนิดหน่อยเด๊ยวเอามาลงให้








Follow

Get every new post delivered to your Inbox.